Kitti's Blog

Since 2010

กล่าวหา, ไต่สวน

leave a comment »

ฟังข่าวเกี่ยวกับคดีที่ขึ้นสู่ศาลไทยหลายต่อหลายข่าวและหลายคดีแล้วก็ยังไม่กระจ่างใจนัก โดยเฉพาะเรื่องระบบวิธีพิจารณาคดีของศาลที่ได้ยินบ่อยขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงลองประมวลข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าสองระบบนี้ดูสักหน่อย

ระบบวิธีพิจารณาคดีมี 2 ระบบ คือ ระบบกล่าวหา (Adversary System), ระบบไต่สวน (Inquisitorial System)

ระบบกล่าวหา เป็นระบบที่ศาลมีหน้าที่แค่เพียงการวินิจฉัยคดีความตามพยานและหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์และจำเลยนำมาพิสูจน์ต่อศาล โดยศาลจะทำหน้าที่เป็นคนกลางเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ค้นหาหลักฐานหรือสืบพยานเอง หรือถ้ามีก็เป็นส่วนน้อย

ระบบไต่สวน เป็นระบบที่ศาลมีบทบาทมากกว่าระบบกล่าวหา กล่าวคือ นอกจากศาลจะรับทราบหลักฐานและพยานที่โจทก์และจำเลยเสนอต่อศาลแล้ว ศาลยังทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงของคดีนั้นๆ เอง จากหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสืบพยานเพิ่มเติม หรือตัดพยานก็ได้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการวินิจฉัย

ในประเทศไทยใช้ระบบวิธีพิจารณาคดีทั้ง 2 ระบบ แยกใช้ในแต่ละศาลตามความเหมาะสม

ศาลไทยส่วนใหญ่จะใช้ระบบกล่าวหาในการพิจารณาคดี ได้แก่ ศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นคดีที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชนเป็นส่วนใหญ่ ในระบบกล่าวหานี้จะมีองค์กรที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือ ศาล, องค์กรอัยการ, ทนายจำเลย

ศาลที่ใช้ระบบไต่สวนในการพิจารณาคดี ได้แก่ ศาลปกครอง, ศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลแผนกคดีผู้บริโภค ซึ่งเป็นคดีที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับมหาชน ระหว่างมหาชนกับมหาชนกันเอง ในระบบไต่สวนนี้จะมีองค์กรที่เกี่ยวข้องในการ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) หรือ ผู้ไต่สวนอิสระ เป็นต้น

สำหรับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ลักษณะการพิพากษาของศาลนี้ คือ พิพากษาโดยวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปรามปราบการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) หรือ ผู้ไต่สวนอิสระ ที่ส่งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นฟ้องต่อศาลเป็นหลัก และวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ศาลไต่สวนเองด้วย กระบวนการพิจารณาคดีในศาลนี้จึงมีการไต่สวน ขณะที่ศาลเองก็วางตัวเป็นกลางในการพิจารณาคดีตามมูลฟ้อง

ดังนั้น คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงเป็นคดีที่มีลักษณะที่เกิดขึ้นระหว่างมหาชนกับมหาชน (เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของมหาชน หรือประชากรส่วนใหญ่) หรือประชาชนผู้เสียหายเห็นว่ามหาชนอาจเสียประโยชน์จากพฤติกรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนนั้น จึงยื่นเรื่องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาว่าควรไต่สวนข้อเท็จจริงในเรื่องนั้นๆ หรือไม่ หากพิจารณาแล้วเห็นควรไต่สวน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็จะผ่องถ่ายหน้าที่การไต่สวนไปให้คณะกรรมการป้องกันและปรามปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ ผู้ไต่สวนอิสระ ตามแต่ที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกาจะเห็นสมควร

สรุปว่า ระบบวิธีพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ ระบบไต่สวน โดยที่โจทก์ยื่นฟ้องอาจจะมาจากอัยการสูงสุด, คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.), คณะกรรมการป้องกันและปรามปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาเป็นโจทก์ฟ้องเองก็ได้ ส่วนศาลผู้บริโภคหรือศาลแผนกคดีผู้บริโภค ซึ่งอยู่ในกระบวนการทางศาลยุติธรรม ใช้ระบบไต่สวนเฉพาะทางฝ่ายจำเลย

ด้วยเหตุนี้ วิธีพิจารณาคดีของแต่ละคดี แต่ละศาล แต่ละแผนก จึงแตกต่างกัน

อนึ่ง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ไต่สวนอิสระ ตามมาตรา 276 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังไม่มี

 

 

 

 
ฟังเพลงระหว่างบันทึก
ความคิดถึงเดินทางไป | นรีกระจ่าง คันธมาศ
ยอม | หิน เหล็ก ไฟ

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: